ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างบุคลิกภาพของเด็ก

6

ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างบุคลิกภาพของเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ความมั่นคงของครอบครัวเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงของสังคมและของประเทศชาติ ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ปรมาจารย์ของเหล่าจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้เขียนไว้เมื่อพ.ศ. 2499 ในวารสารสมาคมจิตแพทย์ฉบับที่ 1 ปีที่ 1 ว่า “ความผูกพันรักใคร่ภายในครอบครัว เป็นรากฐานของความสุขแห่งชีวิต เป็นรากฐานของความเป็นปึกแผ่นของสังคม ของประเทศชาติบ้านเมือง และของโลกในที่สุด” ท่านได้กล่าวถึงตัวอย่างของวัฒนธรรมในประเทศตะวันตก วัฒนธรรมในประเทศเอเชีย และคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนกล่าวถึงความสำคัญของครอบครัว อันมีบิดามารดาเป็นบุคคลสำคัญ ฉะนั้นควรจะรักษาและควรดำรงไว้ซึ่งความรักความผูกพันระหว่างบุตรและบิดามารดา และตัองรีบหาทางแก้ไขได้ก่อนที่ครอบครัวจะแตกสลายไปตามกระแสของวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

บทความของท่านเขียนไว้เป็นเวลา 44 ปี มาแล้ว ท่านได้คาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำ ได้อธิบายถึงวิธีการที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า การเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและของการสร้างผลิตวัตถุทุกระดับอย่างมากมาย การเจริญทางอุตสาหกรรมและการให้ความสำคัญน้อยกับเกษตรกรรม ประกอบกับมีความมุ่งมั่นในความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญน้อยต่อระบบศีลธรรมจรรยา ทำให้ระบบครอบครัวระส่ำระสาย ระบบสังคมของชาติและของโลกเป็นปัญหาวุ่นวายในระยะเวลา 50 ปี ที่ผ่านมานี้ ลักษณะครอบครัวไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งในด้านโครงสร้าง ความเป็นอยู่ภายในครอบครัว จำนวน และบทบาทหน้าที่ของสมาชิกภายในครอบครัว เป็นต้น เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบต่อการเลี้ยงดูบุตรธิดาโดยตรง

ครอบครัวไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พ่อเป็นผู้นำทำงานหาเลี้ยงชีพ แม่เป็นแม่บ้านและเป็นผู้ดูแลลูกและผู้คนบริวารภายในบ้าน เด็กๆ เติบโตขึ้นมาด้วยประสบการณ์ของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้เรียนรู้บทบาทของการงานภายในบ้าน การดูแลน้อง มีความผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่และครอบครัวของตน มีความสัมพันธ์ช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อนบ้าน เด็กได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากประสบการณ์ตรงและเป็นไปโดยธรรมชาติ เมื่อโลกเจริญก้าวหน้าขึ้น เด็กได้มีโอกาสในการศึกษามากขึ้นทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงมีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถมีวิชาชีพ และอาชีพกันมากขึ้น

การตลาดแบบครอบครัวสร้างฐานลูกค้าในอนาคต

กลยุทธ์การตลาดแบบครอบครัวสามารถใช้ได้ทุกช่วงเวลา แต่จะเน้นหนักช่วงเทศกาลเป็นหลัก อาทิ วันพ่อ วันแม่ วันเด็ก วันสงกรานต์ และวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งทุกช่วงเทศกาลที่กล่าวมาจะมีลักษณะของความเป็นวันครอบครัว การขายสินค้าและบริการจึงเป็นไปในลักษณะของแพ็คเกจหรือเป็นเซต ไม่ใช่หนึ่งต่อหนึ่งเหมือนการตลาดทั่วไป ผู้ประกอบการที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบครอบครัวจึงสามารถขายสินค้าได้เป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน ยกตัวอย่าง แพ็คเกจทัวร์ท่องเที่ยว กระเช้าสินค้าปีใหม่ เป็นต้น ซึ่งลูกค้าจะไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องของจำนวนมากนักตราบใดที่สินค้าสามารถเติมเต็มความรู้สึกและส่งให้บุคคลรอบข้างได้อย่างทั่วถึง

การตลาดแบบครอบครัวสร้างฐานลูกค้าในอนาคต

บริโภคจำนวนมากตัดสินใจซื้อสินค้าเพราะความอนุรักษนิยมและการอ้างอิงจากทางครอบครัว เช่น ซื้อเพราะแม่ใช้สินค้าตัวนี้อยู่ ซื้อเพราะที่บ้านใช้เป็นประจำ เป็นต้น ซึ่งตราบใดที่สินค้าตัวนี้ยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อยู่ พวกเขาก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปใช้สินค้าตัวอื่นแทนแน่นอน อันเป็นผลเกิดจากอิทธิผลซึ่งได้รับจากคนรอบข้างของลูกค้าหรือครอบครัวและแนวคิดการตลาดแบบครอบครัวนี้ยังถูกจัดว่าเป็น Brand Loyalty อย่างหนึ่งด้วย การใช้กลยุทธ์การตลาดแบบครอบครัวจึงมีส่วนช่วยปลูกฝังค่านิยมและสร้างฐานลูกค้าได้เป็นอย่างดี เช่น ผงซักฟอกที่มุ่งเน้นทำการตลาดแบบครอบครัวโดยเน้นหนักไปที่ “แม่” เนื่องจากเป็นผู้ดูแลทุกคนในครอบครัว ซึ่งลูกๆ มักจำเป็นแบบอย่าง และเมื่อลูกๆ ต้องซื้อผงซักฟอกใช้เองบ้างก็มักจะเลือกตามสื่งที่เคยเห็นแม่ใช่ เพราะมองว่าสิ่งที่แม่ซึ่งเป็นผู้ดูแลครอบครัวเลือกต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว กลยุทธ์การตลาดแบบครอบครัวจึงเป็นการปลูกฝังความคิดให้เปลี่ยนมาเป็นลูกค้าประจำ เป็นการสร้างฐานลูกค้าอย่างแยบยลที่สุดวิธีหนึ่ง

การตลาดแบบครอบครัวเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก

คำว่าครอบครัวก็บ่งบอกด้วยตนเองอยู่แล้วว่ามีสมาชิกมากกว่าหนึ่ง จึงเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นมากและเหมาะกับการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบครอบครัว เพราะผู้ประกอบการสามารถส่งสารและข้อมูลสินค้าหรือบริการไปยังรับหลายๆ คนในครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสินค้าและบริการหรือเป็นการประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมกิจกรรมแบบครอบครัว เช่น กิจกรรมวันแม่ กิจกรรมวันพ่อ หรือเทศกาลส่งความสุขในวันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น จึงทำให้กลยุทธ์การตลาดในลักษณะนี้คุ้มค่าการลงทุนและยังมีโอกาสจะถูกบอกเล่าแบบปากต่อปากจนอาจต้องจัดกิจกรรมอีกครั้งเมื่อครบวาระมาบรรจบอีกครั้ง
การตลาดแบบครอบครัวมีคู่แข่งน้อย

กลยุทธ์การตลาดแบบครอบครัวไม่ได้เน้นจะขายของแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปิดเวทีให้ลูกค้ามาทำกิจกรรมในลักษณะครอบครัวร่วมกัน จึงไม่สามารถวัดผลความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ได้ภายในครั้งเดียว ผู้ประกอบการหลายรายจึงมองข้ามการทำตลาดลักษณะนี้ไปอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นโอกาสช่วยให้ผู้ประกอบการที่คิดจะลงมาจับแผนการตลาดแบบครอบครัวมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าอันเนื่องจากมีคู่แข่งน้อยมากนั่นเอง แต่กลยุทธ์การตลาดแบบครอบครัวจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องใช้เวลาเพิ่มมากเป็นพิเศษด้วย

ด้วยรูปแบบของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้คนในครอบครัวมีเวลาและโอกาสพูดคุยกันน้อยลง การซื้อสินค้าและบริการเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายแทนความรักและความห่วงใยจึงมีความสำคัญและกลายเป็นค่านิยมมากขึ้น และกลยุทธ์การตลาดแบบครอบครัวก็สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จุดเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นว่าครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไปสู่สังคมที่ดี

สภาพครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น เด็กๆ ต้องอยู่กับพี่เลี้ยง อยู่กับเพื่อน หรืออยู่กับใครที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องตัวเอง จึงทำให้ความใกล้ชิดความผูกพันหายไป การปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลงทุกวัน ตรงนี้เองที่ทำให้เด็กสุขภาพไม่แข็งแรงทางด้านจิตใจ พอสุขภาพจิตใจไม่แข็งแรง โอกาสที่จะถูกชักจูงให้ไปติดยาเสพติดและไปก่ออาชญากรรมก็มีขึ้นเรื่อยๆ

1. จุดประกายความคิดของคนในสังคม

สนับสนุนสถาบันครอบครัว นอกจากจะจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบเพื่อเป็นสื่อกลางสร้างให้คนไทยทุกคนตระหนักในความสำคัญของครอบครัวแล้ว ในแต่ละปีนำเสนอแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัว เพื่อถ่ายทอดมุมมองที่เป็นประโยชน์ในการสร้างความรักและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวมาตลอด โดยแนวคิดแต่ละปีจะสะท้อนภาพสังคมและต่อยอดจากแนวคิดเดิมให้มีพลังในการสื่อสารไปถึงครอบครัวมากยิ่งขึ้น เพื่อรณรงค์ให้พ่อแม่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ครอบครัวถือเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดเช่นกันในการสร้างแรงบันดาลใจ และมีบทบาทในการกระตุ้นการเรียนรู้ให้แก่สมาชิกในครอบครัว เพราะทุกคนสามารถเรียนรู้ทักษะต่างๆ มาตั้งแต่แรกเกิด โดยมีพ่อแม่เป็นผู้เริ่มต้นสร้างการเรียนรู้ในหลากหลายวิธี ซึ่งพลังของการเรียนรู้จะก่อให้เกิดการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ต่อไป”

2. ให้ความรู้กับสังคม

เพื่อทำให้ทุกคนเข้าใจแนวคิดที่เราต้องการสื่อสารถึงคนในสังคม เรายังสร้างองค์ความรู้ๆ อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมนาสานรักให้คุณพ่อคุณแม่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดแต่ละปีมาร่วมพูดคุย รวมถึงการจัดพิมพ์วารสารสานรัก สำหรับจัดส่งให้สมาชิกโครงการทุกคนและเผยแพร่ออนไลน์เพื่อให้ผู้ที่สนใจดาวน์โหลดไปอ่านฟรีด้วย

3. กิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัว

การที่จะทำให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันเพื่อสานสายใยแห่งความรัก ความผูกพันของครอบครัว ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นจึงมีการจัดกิจกรรมขึ้น เปิดให้ทุกครอบครัวมีโอกาสเข้าร่วม

ทำให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทยมาโดยตลอด และสิ่งหนึ่งอยากจะฝากถึงทุกคนคืออยากให้ทุกๆ ครอบครัวให้ความสำคัญกับลูกหลาน เพราะต้นกำเนิดของการสร้างคนนั้นเริ่มต้นที่ครอบครัวเราจะสร้างคนไทยให้แข็งแรงได้ มันก็ต้องเริ่มต้นจากการสร้างครอบครัวไทยที่แข็งแรง โดยสร้างการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นในครอบครัว เพราะพลังของการเรียนรู้จะสร้างอนาคตให้พวกเขาและก่อให้เกิดการพัฒนาในรูปแบบต่างๆต่อไป”

ปัญหาที่มีแนวโน้มมาจากครอบครัว

ครอบครัวในปัจจุบันเผชิญกับภาวะการณ์เปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจากปัจจัยภายในครอบครัวและปัจจัยแวดล้อมในชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัฒน์ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งผลกระทบต่อแบบแผนการดำเนินชีวิตของครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไป จะเห็นได้ว่าครอบครัวไทยมีลักษณะหลากหลายยิ่งขึ้น และสมาชิกในครอบครัวมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจยังผลให้เกิดความสั่นคลอนของสถาบันครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านโครงสร้างและความสัมพันธ์หรือพันธะระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวที่มีต่อกันทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสังคมและประเทศ

ถ้าทุกครอบครัวมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยไว้ให้หมักหมมนานวัน ควรหันหน้าเข้าพูดจากัน หาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันไม่ผลักภาระความรับผิดชอบให้ฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบ สื่อสารด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาแล้วความขัดแย้งต่างๆจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นอันจะเป็นผลให้ครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์ เพราะการสร้างครอบครัวให้มีความสุข มั่นคงยืนนาน เลี้ยงดูอบรมบุตรธิดาให้มีความเจริญสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นอนาคตที่สำคัญของชาติต่อไป เมื่อครอบครัวดี สังคมก็ดี ประเทศชาติก็เจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย การที่จะสร้างครอบครัวให้มีความสุขสมบูรณ์ได้นั้น พ่อแม่มีส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาท และกำหนดบทบาทของคนในครอบครัวให้ดำเนินชีวิตไปตามขอบเขต

แนวโน้มที่เกิดจากปัญหาครอบครัว

1. โครงสร้างของครอบครัวทั้งในเมืองและในชนบทที่เป็นครอบครัวเดี่ยวจะมีแนวโน้มที่ขนาดของ ครอบครัวเล็กลง
2. โครงสร้างของครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลสองวัย คือ ผู้สูงอายุและเด็กจะมีมากขึ้นโดยเฉพาะในชนบทเนื่องจากการที่หนุ่มสาววัยแรง งานอพยพเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่
3. ผู้สูงอายุในชนบทที่เคยมีบทบาทในการถ่ายทอดคุณธรรมและวัฒนธรรมให้แก่ ลูกหลาน และเป็นวัยที่ควรจะได้รับการดูแล
4. ครอบครัวที่สามีและภรรยาอยู่ร่วมกันโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรสมีมากขึ้น เนื่องจากค่านิยมในการรักอิสระและไม่ต้องการพึ่งพิงกัน
5. ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงลูกตามลำพังมีมากขึ้น เนื่องจากอัตราการหย่าร้างที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
6. การเลี้ยงดูเด็กของครอบครัว พ่อแม่จะมีระยะเวลาการเลี้ยงลูกและการอยู่กับลูกสั้นลง
7. เด็กกำพร้าพ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่อันเนื่องมาจากพ่อแม่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอดส์มีจำนวนมากขึ้น

การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว


ครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องให้การดูแลเอาใจใส่ เพราะทำหน้าที่ในการหล่อหลอมและขัดเกลาความเป็นมนุษย์ทั้งการอบรมเลี้ยงดู ให้ความรัก ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รวมถึงปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และถ่ายทอดวัฒนธรรมทางสังคมให้แก่สมาชิก เพื่อให้บุคคลเป็นคนดี มีคุณภาพ และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
แนวทางการสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวได้แก่
1.การส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว เพื่อสร้างความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจภายในครอบครัว
2.การปลูกฝังให้มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดี เพื่อจะได้มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีและถูกต้อง
3.การมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อไม่สร้างปัญหาให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคม และมีส่วนร่วม ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ควรจะมีการใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว เพราะการใช้เวลาร่วมกันภายในครอบครัว เป็นพื้นฐานสำคัญต่อพัฒนาการและความอยู่ดีมีสุขของลูก พ่อแม่สามารถช่วยลูกให้เรียนรู้ถึงชีวิตในสังคมเพื่อให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์การที่พ่อแม่อยู่พร้อมหน้าในครอบครัว เด็กจะเรียนรู้ความสัมพันธ์ การแบ่งปันและเรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น และหากความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับครอบครัวมีความแน่นแฟ้น ลูกจะรักพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้ลูกๆไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข
ซึ่งการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว หมายถึง การที่สมาชิกในครอบครัวมีกิจกรรม และ ใช้เวลาร่วมกันในรูปแบบดังต่อไปนี้
1. เวลาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ได้แก่ การพูดคุย ปรึกษา หารือ ปลอบโยน โอบกอด ให้กำลังใจ
2. เวลาทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว เช่น ทำอาหาร รับประทานอาหาร สอนการบ้าน อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ ดูโทรทัศน์ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เที่ยวต่างจังหวัดและอื่นๆ

ฉะนั้นแล้วครอบครัวจะอบอุ่นและเข้มแข็งได้สมาชิกในครอบครัวต้องมีเวลาให้แก่กันเพื่อทำกิจกรรมและเรียนรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและก่อให้เกิดความเข้มแข็งของสมาชิกในครอบครัวในการใช้ดำรงชีวิตในสังคมต่อไปการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวจึงเป็นพื้นฐานต่อพัฒนาการและความอยู่ดีมีสุขของคนในครอบครัวหากครอบครัวมีการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล และจัดการกับทุกสิ่งด้วยหลักของความเป็นจริง เหมาะสมกับการใช้ชีวิตและสถานการณ์ปัจจุบันก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขซึ่งเป็น อีกรากฐานหนึ่ง ที่ทำให้ครอบครัวนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจและ นำไปสู่ครอบครัวที่อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้ในที่สุด