ครอบครัวเป็นหน่วยวางรากฐานการปกครองในระดับต่างๆ

ครอบครัวเป็นหน่วยวางรากฐานการปกครองในระดับต่างๆ
ครอบครัวเป็นสถาบันแห่งแรกที่อบรมทางด้านจิตใจ และปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพให้แก่เด็ก ครอบครัวจึงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นด้วย  พฤติกรรมทางเพศ หมายถึง การกระทำ หรือ การปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศโดยครอบคลุมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกภายนอก คือ พฤติกรรมที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ครอบครัวเป็นสถาบันที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก ซึ่งเป็นสถาบันแรกที่ลูกได้รับการอบรมเลี้ยงดู ได้รับความรู้ต่างๆจากพ่อแม่ และบุคคลในครอบครัว ถ้าครอบครัวใดที่พ่อแม่ และบุคคลในครอบครัวมีการศึกษา ถ่ายทอดสิ่งที่ดีมีคุณค่ากับเด็ก  เด็กก็จะซึมซับสิ่งที่ดีมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ แต่เด็กที่เกิดในครอบครัวที่เป็นแบบอย่างในทางตรงกันข้าม เช่น พ่อ แม่ หรือบุคคลในครอบครัวมีการศึกษาน้อย ยากจน มีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง เช่น พูดจาหยาบคาย ไม่สุภาพ และมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เด็กก็จะซึมซับเอาพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนั้นมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง

หน้าที่ของครอบครัวที่ควรปฎิบัติ

1.ติดตามพฤติกรรมของลูกอย่างเหมาะสม ไม่ให้ลูกรู้สึกว่าถูกควบคุมมากเกินไป

2.มีความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกที่ดี

3.มีการสื่อสารที่ดีที่ทำให้พ่อแม่สามารถถ่ายทอดค่านิยมทางด้านพฤติกรรมทางเพศที่ถูกต้องต่อลูกได้

4.พ่อแม่ควรมีเวลาให้กับลูก รู้จักแบ่งเวลาในการดูแลครอบครัว

5.ให้คำแนะนำเรื่องการรับสื่อต่างๆของลูกอย่างเหมาะสม

6.พ่อแม่ควรสนับสนุน และเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ลูกชอบที่ถูกที่ควร และให้ร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น พ่อ แม่ และบุคคลในครอบครัวควรส่งเสริมและสร้างทักษะการเรียนรู้ ความเข้าใจในเรื่องเพศแก่ลูก เสริมสร้างให้ลูกตระหนักถึงบทบาททางเพศที่เหมาะสม ให้ความรู้ในเรื่องสิทธิที่จะป้องกันตนเอง ความพึงพอใจในตนเอง ความรู้สึกถึงคุณค่าในตนเอง ความเคารพนับถือตนเอง รวมถึงการปลูกฝังให้ลูกรู้จักความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย ครอบครัวเป็นหน่วยวางรากฐานการปกครองในระดับต่างๆ ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานทางการศึกษาของสังคม ครอบครัวเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ ฝึกฝนและอบรมให้สมาชิกได้เรียนรู้ระเบียบสังคม ทั้งอย่างเป็นทางการ และ ไม่เป็นทางการ

การทำกิจกรรมเพิ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

123457พื้นฐานของคู่สมรสมาจากต่างครอบครัวย่อมจะมีลักษณะนิสัย ค่านิยม ความคิดเห็นแตกต่างกัน เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวต้องปรับตัวปรับใจให้สอดคล้องกับสมาชิกในครอบครัว ทั้งคู่สมรส ญาติ พี่น้อง ต้องทำความเข้าใจกับสภาพของชีวิตสมรส จะทำตัวเหมือนกับตอนเป็นโสดไม่ได้ ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่เอาแต่ใจตัวเอง ทำสิ่งใดให้เป็นไปในลักษณะของการพบกันครึ่งทาง ต้องตระหนักว่าคนเราย่อมแตกต่างกันในความรู้สึก นิสัย ใจคอ และอาชีพการงาน จึงต้องทำความเข้าใจ ปรับความรู้สึกให้สอดคล้องกัน

จากสภาพเศรษฐกิจสังคมไทยปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก จึงเป็นเหตุให้ทุกครอบครัวมุ่งทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ทำให้พ่อแม่ลืมการเอาใจใส่ดูแลลูก ไม่มีเวลาในการดูแลลูกหลานอย่างใกล้ชิด หรือบางครั้งบางครอบครัวอาจใช้ความรุนแรงในการดูแลเด็ก เพราะความเครียดจากการทำงาน รวมทั้งปัญหาครอบครัวแตกแยกที่มีมากจึงทำให้หน้าที่ดูแลเด็กตกเป็นของปู่ ย่า ตา ยาย จึงเกิดช่องว่างระหว่างวัยในการดูแลความสัมพันธ์ในครอบครัวเกิดความขัดแย้งในการสื่อสารจึงเกิดปัญหากับตัวเด็ก

กิจกรรมนันทนาการจะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้พักผ่อน คลายเครียด ช่วยให้ความสัมพันธ์และบรรยากาศในครอบครัวดีขึ้น จึงควรจัดกิจกรรมนันทนาการในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ อาจจะเล่นกีฬา จัดสวนดอกไม้ รดน้ำต้นไม้ เดินทางไปพักผ่อนนอกสถานที่ตามโอกาสและตามความเหมาะสม เป็นต้น การใส่ใจสุขภาพอย่างการออกกำลังกายที่ต่างคนก็ต่างออกกำลังกายตามเวลา ตามสถานที่ที่ตนเองสะดวกแทนที่จะพยายามหาเวลาออกกำลังพร้อมกันแบบทั้งครอบครัว ซึ่งจริงๆแล้วเราสามารถทำทั้งสองได้พร้อมกันๆ ในเวลาเดียวเพียงแค่ใช้การวางแผนและการจัดการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเรากำลังจะมาเผยเคล็ดลับให้ทำให้ครอบครัวของคุณเป็นครอบครัวสุขภาพได้ง่าย

กิจกรรมกีฬาสำหรับครอบครัว

1.ว่ายน้ำกันทั้งครอบครัว : เป็นสิ่งที่ได้ผลและดึงดูดความสนใจมากโดยเฉพาะเด็กๆ
2.ครอบครัวนักปั่น : คุณสามารถต่อที่นั่งเด็กเข้ากับจักรยานของคุณเพื่อที่จะให้คุณและครอบครัวสนุกไปด้วยกันได้
3.ครอบครัวเดินเท้า : หยิบเข็มทิศกับแผนที่แล้วลุย ไปในเส้นทางที่หลากหลายและให้ความบันเทิงแก่ทุกระดับสุขภาพและกลุ่มอายุ
4 .กีฬาในร่มสำหรับครอบครัว : ทั้งแบดมินตัน โบว์ลิ่ง และปิงปอง เป็นกิจกรรมที่ทุกคนในครอบครัวสามารถเข้าร่วมได้
5.กิจกรรมในวันหยุดครอบครัว : ปัจจุบันนี้การท่องเที่ยวทางทะเลได้ถูกทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยให้ทั้งความสนุกและผจญภัยมากขึ้นเล็กน้อย

การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวให้มีความสุข

ครอบครัว เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องให้การดูแลเอาใจใส่ เพราะทำหน้าที่ในการหล่อหลอมและขัดเกลาให้เป็นคนดีและมีการอบรมเลี้ยงดู ให้ความรัก ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รวมถึงปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และถ่ายทอดวัฒนธรรมทางสังคมให้แก่สมาชิก เพื่อให้บุคคลเป็นคนดี มีคุณภาพและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ฉะนั้นแล้วการสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวจำเป็นที่จะต้องช่วยในด้านต่างๆดังนี้

1.ส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วย มีความรัก ความเข้าใจ และดูแลเอาใจใส่กัน เคารพนับถือ ให้เกียรติ จริงใจ และเห็นคุณค่ากันและกัน มีสิทธิ เสรีภาพ มีการปรึกษาหารือกัน รู้และปฏิบัติบทบาทหน้าที่ที่ควรมีต่อกัน มีเวลาให้กันอย่างมีคุณค่า มีความเสียสละ สามัคคี ให้อภัยกัน มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

2.ปลูกฝูงให้มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดี โดยเริ่มจากพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนปลูกฝังสิ่งที่ดีให้แก่ลูก เลี้ยงดู ดูแลเอาใจใส่ส่งเสริมพัฒนาการและวุฒิภาวะของลูก มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัวญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน และการพึ่งพาตนเองรู้จักเรียนรู้และปรับตัวให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ดี มีความมั่นใจในชีวิตของตน

3.มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ไม่มีพฤติกรรมต่อต้าน หรือทำความเดือดร้อนให้แก่สังคม โดยมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชนและสังคม อีกทั้งจะต้องมีความตระหนักถึงความสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

4.สร้างกิจกรรมพิเศษสำหรับครอบครัว เพื่อสร้างสายใยความผูกพันระหว่างกันในครอบครัว เพราะครอบครัวเปรียบเสมือนเสาหลักของสังคม สังคมจะมั่นคงและแข็งแรงได้ย่อมต้องอาศัยครอบครัวที่ดี

จะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมสำหรับครอบครัว เป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาเยาวชนและครอบครัวได้เป็นอย่างดีและยังเป็นการสร้างประสบการณ์ตรง เพื่อเพิ่มพูนความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้แก่ลูกตามควรแก่วัย ดังนั้น พ่อแม่ควรหากิจกรรมที่ทำร่วมกันภายในครอบครัวออย่างสม่ำเสมอ เพราะยังเป็นการพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ ให้กับลูกๆ ได้อีกด้วย

กิจกรรมในครอบครัวช่วยส่งเสริมทางด้านร่างกายและจิตใจ

การทำกิจกรรมระหว่างคนในครอบครัว ช่วยสร้างความรัก ความผูกพัน ส่งเสริมทางด้านร่างกายและจิตใจ แต่ด้วยสภาพสังคมปัจจุบันทำให้พ่อแม่ต่างต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่มีเวลาให้กับสมาชิกในครอบครัว ทำให้ครอบครัวที่เป็นรากฐานของสังคมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการขาดความอบอุ่นของคนในครอบครัว จนทำให้เกิดเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิต

ทางด้านองค์กรต่างช่วยกันแก้ไขปัญหา เพราะเชื่อว่าถ้าครอบครัวมีความรักความอบอุ่นมากพอ ปัญหาสังคมต่างๆก็จะไม่เกิด ดังนั้นจึงมีการจัดกิจกรรมให้กับคนในครอบครัวอยู่เสมอ ในทีนี้ขอยกตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยสร้างสีสันให้กับคนในครอบครัว ดังนี้

1.นำเกมส์กล่องสมัยก่อน เช่น เกมส์เศรษฐี เกมส์กระดาน เป็นต้น เพราะเกมส์เหล่านี้ช่วยสร้างสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้ดี

2.ดูภาพยนตร์เก่าๆที่เคยดูด้วยกันมาดูใหม่อีกรอบ เพื่อใช้เวลาผ่อนคลายไปด้วยกัน

3.ดูรูปอัลบั้มเก่าๆในสมัยวันวาน รูปเหล่านี้จะมาพร้อมเรื่องราวเก่าๆ ช่วยเพิ่มสีสันให้กับคนในครอบครัว

4.ปิ้งย่างในสวนหลังบ้าน ในช่วงมื้อค่ำของครอบครัว นอกจากจะไม่ต้องให้คุณแม่ทำอาหารเย็นแล้ว ยังช่วยสร้างความเพลิดเพลินในการทำอาหารร่วมกันได้ด้วย

5.ออกกำลังกายร่วมกัน เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ หรือกีฬาที่เล่นเป็นทีม นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยสร้างความสามัคคีอีกด้วย

6.ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน  และมีโอกาสสอนเด็กๆที่อยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ให้ช่วยทำความสะอาดบ้านได้ด้วย

7.ช่วยกันล้างรถ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในครอบครัว ที่สร้างความสนุกสนาน มากกว่าการช่วยงาน ช่วยสร้างสีสันให้กับสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กๆ

8.สร้างเป้าหมายชีวิตในครอบครัว การให้เด็กๆมีส่วนร่วมในการวางแผน เป็นการฝึกด้านความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเด็ก เช่นเรื่องการวางแผนเที่ยวร่วมกันในครอบครัวให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการวางแผนเที่ยวสถานที่ต่างๆ

นอกจากกิจกรรมที่ยกตัวอย่างข้างต้นแล้ว ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่คนในครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ และไม่จำเป็นต้องอยู่ในบ้านเพียงเท่านั้น การออกไปทำกิจกรรมร่วมกันนอกบ้านก็สามารถทำได้ เช่น ออกไปขับรถเล่น ออกไปเที่ยวทะเลใกล้ๆ หรือเข้าวัด เป็นต้น เพียงเท่านี้คนในครอบครัวก็มีกิจกรรมทำร่วมกันตลอดเวลา

ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างบุคลิกภาพของเด็ก

6

ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการสร้างบุคลิกภาพของเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ความมั่นคงของครอบครัวเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงของสังคมและของประเทศชาติ ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ปรมาจารย์ของเหล่าจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้เขียนไว้เมื่อพ.ศ. 2499 ในวารสารสมาคมจิตแพทย์ฉบับที่ 1 ปีที่ 1 ว่า “ความผูกพันรักใคร่ภายในครอบครัว เป็นรากฐานของความสุขแห่งชีวิต เป็นรากฐานของความเป็นปึกแผ่นของสังคม ของประเทศชาติบ้านเมือง และของโลกในที่สุด” ท่านได้กล่าวถึงตัวอย่างของวัฒนธรรมในประเทศตะวันตก วัฒนธรรมในประเทศเอเชีย และคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนกล่าวถึงความสำคัญของครอบครัว อันมีบิดามารดาเป็นบุคคลสำคัญ ฉะนั้นควรจะรักษาและควรดำรงไว้ซึ่งความรักความผูกพันระหว่างบุตรและบิดามารดา และตัองรีบหาทางแก้ไขได้ก่อนที่ครอบครัวจะแตกสลายไปตามกระแสของวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

บทความของท่านเขียนไว้เป็นเวลา 44 ปี มาแล้ว ท่านได้คาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำ ได้อธิบายถึงวิธีการที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า การเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและของการสร้างผลิตวัตถุทุกระดับอย่างมากมาย การเจริญทางอุตสาหกรรมและการให้ความสำคัญน้อยกับเกษตรกรรม ประกอบกับมีความมุ่งมั่นในความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญน้อยต่อระบบศีลธรรมจรรยา ทำให้ระบบครอบครัวระส่ำระสาย ระบบสังคมของชาติและของโลกเป็นปัญหาวุ่นวายในระยะเวลา 50 ปี ที่ผ่านมานี้ ลักษณะครอบครัวไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งในด้านโครงสร้าง ความเป็นอยู่ภายในครอบครัว จำนวน และบทบาทหน้าที่ของสมาชิกภายในครอบครัว เป็นต้น เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบต่อการเลี้ยงดูบุตรธิดาโดยตรง

ครอบครัวไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พ่อเป็นผู้นำทำงานหาเลี้ยงชีพ แม่เป็นแม่บ้านและเป็นผู้ดูแลลูกและผู้คนบริวารภายในบ้าน เด็กๆ เติบโตขึ้นมาด้วยประสบการณ์ของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้เรียนรู้บทบาทของการงานภายในบ้าน การดูแลน้อง มีความผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่และครอบครัวของตน มีความสัมพันธ์ช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อนบ้าน เด็กได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากประสบการณ์ตรงและเป็นไปโดยธรรมชาติ เมื่อโลกเจริญก้าวหน้าขึ้น เด็กได้มีโอกาสในการศึกษามากขึ้นทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงมีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถมีวิชาชีพ และอาชีพกันมากขึ้น