หลักการอยู่ร่วมกันในครอบครัวอย่างมีความสุข

Family Having Fun At Home Together

หากครอบครัวมีความมั่นคง แข็งแรง จะเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันที่สำคัญ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สมาชิกครอบครัวก็จะสามารถปรับตัวและอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นแหล่งยึดเหนี่ยวไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ แต่ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมต่างๆกำลังดึงคนออกจากบ้านมากขึ้น สัญญาณที่บอกว่าครอบครัวมีความสุขคือการใช้และให้เวลาแก่กันและกันอย่างมีคุณค่า คนที่รักกันมักอยากใช้เวลาร่วมกันในการพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่างๆ เช่น รับประทานอาหารร่วมกัน นอนดูโทรทัศน์ด้วยกัน เล่นกีฬา หรือเล่นเกมกัน เวลาที่คนในครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน จึงเป็นเวลาแห่งความสุข ในทางกลับกันหากคนในครอบครัวหลีกเลี่ยงการใช้เวลาร่วมกันแสดงให้เห็นสัญญาณของความมีปัญหา เพราะนั่นหมายความว่า เราไม่อยากที่จะพูดคุย ถามทุกข์ สุข หรือทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้สะสมไปเรื่อยๆอาจทำให้เกิดความแตกแยกในครอบครัวได้

พ่อแม่จะต้องเลี้ยงลูกโดยใช้ปัญญาประสานกับอารมณ์ คือ เอาความรู้มาประสานให้สมดุลกับความรู้สึก นอกจากนี้ครอบครัวต้องเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์คือ พ่อแม่กับลูก โดยพ่อแม่จะต้องเป็นผู้นำด้านความรู้สึกและทัศนคติที่ดีงาม ลูกๆจะต้องสร้างความรู้สึกของความเป็นพี่เป็นน้อง มีเมตตา คอยช่วยเหลือดูแลกัน ความรู้สึกของความเป็นพี่เป็นน้องกันนี้จะอยู่เหนือความรู้สึกทางเพศของหญิงชาย จะมีความเคารพในกันและกันระหว่างคนทั้งสองเพศ และเมื่อเด็กๆเหล่านี้เติบโตอยู่ในสังคม เขาก็จะมีความเกี่ยวพันกับเพื่อนมนุษย์ในสังคมอย่างเหมาะควร มีความเป็นภราดรภาพกับทุกชีวิตที่เกิดมาร่วมสังคมกัน และรู้จักการมีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขากับชีวิตผู้อื่นและชีวิตตัวเอง ก่อให้เกิดสันติสุขในสังคมที่เขามีส่วนร่วมในที่สุด

หลักการอยู่ร่วมกันในครอบครัว
1. มีความรัก ความห่วงใย เมตตากรุณาต่อกันด้วยความจริงใจ และคอยดูแลทุกข์สุขของคนในครอบครัว
2. มีน้ำใจต่อกัน รู้จักช่วยเหลือกัน มีการให้การรับตามความเหมาะสม
3. มีความเกรงใจกัน เคารพในสิทธิส่วนบุคคล รู้จักกาลเทศะ
4. รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกทุกคนในบ้าน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ไขด้วยความจริงใจ
5. มีความยุติธรรม ไม่ลำเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
6. มีสัมมาคารวะแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่มีอายุมากกว่า มีความรู้สูงกว่าควรเคารพอย่างเหมาะสมตามฐานะของบุคคลนั้นๆ
7. รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งหน้าที่ภายในครอบครัวและหน้าที่การงาน ด้วยความขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน

ครอบครัวเป็นตัวที่ช่วยบอกว่าสมาชิกในครอบครัวนั้นมีโอกาสเกิดโรคซึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์

6ครอบครัวเป็นตัวที่ช่วยบอกว่าสมาชิกในครอบครัวนั้นมีโอกาสเกิดโรคซึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ที่กำหนดไว้แต่เกิด (ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย) และสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดโรค จึงบอกได้ดีกว่า การตรวจหายีนหรือดีเอ็นเอซึ่งบอกได้เพียงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมอย่างเดียวดังนั้น แม้เราจะไม่มีเทคโนโลยีในการตรวจหาดีเอ็นเอ แค่การถามประวัติครอบครัวก็เพียงพอที่ช่วยบอกโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคในครอบครัวเราได้ ประวัติครอบครัวช่วยบอกโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคอะไรบ้างถ้าสมาชิกในครอบครัวเกิดโรคใดโรคหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลอื่นๆ ในครอบครัวจะเกิดโรคเดียวกันเสมอไป เช่น แม่เป็นมะเร็งเต้านม ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกทุกคนจะเป็นมะเร็งเต้านมด้วย และลูกๆ ทุกคนอาจมีโอกาสเกิดมะเร็งอื่น เช่น มะเร็ง ปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็เป็นได้ ดังนั้น เราจึงควรรู้ว่าโรคอะไรบ้างที่เป็นปัญหาของคนไทย และมีความเกี่ยวข้องกับประวัติครอบครัว

โรคมะเร็งในคนปกติที่ไม่ได้เป็นมะเร็งการมีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัวสายตรง (พ่อแม่ พี่น้อง หรือ ลูก) จะเพิ่มความน่าจะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ 23 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวส่วนในมะเร็งเต้านมความน่าจะเกิดโรค 8.9 เท่า มะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก ความน่าจะเกิดโรค 14 เท่า มะเร็งรังไข่ ความน่าจะเกิดโรค 34 เท่า และมะเร็งต่อมลูกหมากความน่าจะเกิดโรค 12.3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีประวัติโรคมะเร็งดังกล่าวในครอบครัว ส่วนมะเร็งตับ จากการศึกษา 25 การศึกษาในชาวจีนที่เป็นมะเร็งตับ 3,681 ราย เทียบกับชาวจีนที่ไม่เป็นมะเร็งตับ 4,932 ราย พบว่าการมีประวัติโรคมะเร็งตับในครอบครัวเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งตับ 3.49 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวในขณะที่การดื่มสุราเพิ่มโอกาสเพียง 1.88 เท่า หรือการกินอาหารที่มีเชื้อราปนเปื้อนเพิ่มโอกาสเพียง 1.80 เท่า ดังนั้น การถามประวัติมะเร็งตับในครอบครัวจึงมีความสำคัญมากในการบอกโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับ

โรคหัวใจและหลอดเลือดการศึกษาประชากรชาวอเมริกันที่เมืองเฟรมมิงแฮม พบว่าผู้ชายที่มีบิดาเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบิดาอายุน้อยกว่า 55 ปี มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 2.2 เท่า ส่วนผู้หญิง เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีประวัติดังกล่าว ถ้าผู้ชายหรือหญิงที่มีมารดาเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อมารดาอายุน้อยกว่า 65 ปี โอกาสที่เขาจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า ถ้าผู้ชายที่มีทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบิดาอายุน้อยกว่า 55 ปี และมารดาน้อยกว่า 65 ปี มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า และในผู้หญิงเพิ่มขึ้น 2.8 เท่า

ครอบครัวเป็นหน่วยวางรากฐานการปกครองในระดับต่างๆ

ครอบครัวเป็นหน่วยวางรากฐานการปกครองในระดับต่างๆ
ครอบครัวเป็นสถาบันแห่งแรกที่อบรมทางด้านจิตใจ และปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพให้แก่เด็ก ครอบครัวจึงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นด้วย  พฤติกรรมทางเพศ หมายถึง การกระทำ หรือ การปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศโดยครอบคลุมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกภายนอก คือ พฤติกรรมที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ครอบครัวเป็นสถาบันที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก ซึ่งเป็นสถาบันแรกที่ลูกได้รับการอบรมเลี้ยงดู ได้รับความรู้ต่างๆจากพ่อแม่ และบุคคลในครอบครัว ถ้าครอบครัวใดที่พ่อแม่ และบุคคลในครอบครัวมีการศึกษา ถ่ายทอดสิ่งที่ดีมีคุณค่ากับเด็ก  เด็กก็จะซึมซับสิ่งที่ดีมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ แต่เด็กที่เกิดในครอบครัวที่เป็นแบบอย่างในทางตรงกันข้าม เช่น พ่อ แม่ หรือบุคคลในครอบครัวมีการศึกษาน้อย ยากจน มีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง เช่น พูดจาหยาบคาย ไม่สุภาพ และมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เด็กก็จะซึมซับเอาพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนั้นมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง

หน้าที่ของครอบครัวที่ควรปฎิบัติ

1.ติดตามพฤติกรรมของลูกอย่างเหมาะสม ไม่ให้ลูกรู้สึกว่าถูกควบคุมมากเกินไป

2.มีความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกที่ดี

3.มีการสื่อสารที่ดีที่ทำให้พ่อแม่สามารถถ่ายทอดค่านิยมทางด้านพฤติกรรมทางเพศที่ถูกต้องต่อลูกได้

4.พ่อแม่ควรมีเวลาให้กับลูก รู้จักแบ่งเวลาในการดูแลครอบครัว

5.ให้คำแนะนำเรื่องการรับสื่อต่างๆของลูกอย่างเหมาะสม

6.พ่อแม่ควรสนับสนุน และเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ลูกชอบที่ถูกที่ควร และให้ร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น พ่อ แม่ และบุคคลในครอบครัวควรส่งเสริมและสร้างทักษะการเรียนรู้ ความเข้าใจในเรื่องเพศแก่ลูก เสริมสร้างให้ลูกตระหนักถึงบทบาททางเพศที่เหมาะสม ให้ความรู้ในเรื่องสิทธิที่จะป้องกันตนเอง ความพึงพอใจในตนเอง ความรู้สึกถึงคุณค่าในตนเอง ความเคารพนับถือตนเอง รวมถึงการปลูกฝังให้ลูกรู้จักความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย ครอบครัวเป็นหน่วยวางรากฐานการปกครองในระดับต่างๆ ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานทางการศึกษาของสังคม ครอบครัวเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ ฝึกฝนและอบรมให้สมาชิกได้เรียนรู้ระเบียบสังคม ทั้งอย่างเป็นทางการ และ ไม่เป็นทางการ