จุดเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นว่าครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไปสู่สังคมที่ดี

สภาพครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น เด็กๆ ต้องอยู่กับพี่เลี้ยง อยู่กับเพื่อน หรืออยู่กับใครที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องตัวเอง จึงทำให้ความใกล้ชิดความผูกพันหายไป การปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลงทุกวัน ตรงนี้เองที่ทำให้เด็กสุขภาพไม่แข็งแรงทางด้านจิตใจ พอสุขภาพจิตใจไม่แข็งแรง โอกาสที่จะถูกชักจูงให้ไปติดยาเสพติดและไปก่ออาชญากรรมก็มีขึ้นเรื่อยๆ

1. จุดประกายความคิดของคนในสังคม

สนับสนุนสถาบันครอบครัว นอกจากจะจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบเพื่อเป็นสื่อกลางสร้างให้คนไทยทุกคนตระหนักในความสำคัญของครอบครัวแล้ว ในแต่ละปีนำเสนอแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัว เพื่อถ่ายทอดมุมมองที่เป็นประโยชน์ในการสร้างความรักและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวมาตลอด โดยแนวคิดแต่ละปีจะสะท้อนภาพสังคมและต่อยอดจากแนวคิดเดิมให้มีพลังในการสื่อสารไปถึงครอบครัวมากยิ่งขึ้น เพื่อรณรงค์ให้พ่อแม่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ครอบครัวถือเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดเช่นกันในการสร้างแรงบันดาลใจ และมีบทบาทในการกระตุ้นการเรียนรู้ให้แก่สมาชิกในครอบครัว เพราะทุกคนสามารถเรียนรู้ทักษะต่างๆ มาตั้งแต่แรกเกิด โดยมีพ่อแม่เป็นผู้เริ่มต้นสร้างการเรียนรู้ในหลากหลายวิธี ซึ่งพลังของการเรียนรู้จะก่อให้เกิดการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ต่อไป”

2. ให้ความรู้กับสังคม

เพื่อทำให้ทุกคนเข้าใจแนวคิดที่เราต้องการสื่อสารถึงคนในสังคม เรายังสร้างองค์ความรู้ๆ อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมนาสานรักให้คุณพ่อคุณแม่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดแต่ละปีมาร่วมพูดคุย รวมถึงการจัดพิมพ์วารสารสานรัก สำหรับจัดส่งให้สมาชิกโครงการทุกคนและเผยแพร่ออนไลน์เพื่อให้ผู้ที่สนใจดาวน์โหลดไปอ่านฟรีด้วย

3. กิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัว

การที่จะทำให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันเพื่อสานสายใยแห่งความรัก ความผูกพันของครอบครัว ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นจึงมีการจัดกิจกรรมขึ้น เปิดให้ทุกครอบครัวมีโอกาสเข้าร่วม

ทำให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทยมาโดยตลอด และสิ่งหนึ่งอยากจะฝากถึงทุกคนคืออยากให้ทุกๆ ครอบครัวให้ความสำคัญกับลูกหลาน เพราะต้นกำเนิดของการสร้างคนนั้นเริ่มต้นที่ครอบครัวเราจะสร้างคนไทยให้แข็งแรงได้ มันก็ต้องเริ่มต้นจากการสร้างครอบครัวไทยที่แข็งแรง โดยสร้างการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นในครอบครัว เพราะพลังของการเรียนรู้จะสร้างอนาคตให้พวกเขาและก่อให้เกิดการพัฒนาในรูปแบบต่างๆต่อไป”

ปัญหาที่มีแนวโน้มมาจากครอบครัว

ครอบครัวในปัจจุบันเผชิญกับภาวะการณ์เปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจากปัจจัยภายในครอบครัวและปัจจัยแวดล้อมในชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัฒน์ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งผลกระทบต่อแบบแผนการดำเนินชีวิตของครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไป จะเห็นได้ว่าครอบครัวไทยมีลักษณะหลากหลายยิ่งขึ้น และสมาชิกในครอบครัวมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจยังผลให้เกิดความสั่นคลอนของสถาบันครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านโครงสร้างและความสัมพันธ์หรือพันธะระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวที่มีต่อกันทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสังคมและประเทศ

ถ้าทุกครอบครัวมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยไว้ให้หมักหมมนานวัน ควรหันหน้าเข้าพูดจากัน หาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันไม่ผลักภาระความรับผิดชอบให้ฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบ สื่อสารด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาแล้วความขัดแย้งต่างๆจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นอันจะเป็นผลให้ครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์ เพราะการสร้างครอบครัวให้มีความสุข มั่นคงยืนนาน เลี้ยงดูอบรมบุตรธิดาให้มีความเจริญสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นอนาคตที่สำคัญของชาติต่อไป เมื่อครอบครัวดี สังคมก็ดี ประเทศชาติก็เจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย การที่จะสร้างครอบครัวให้มีความสุขสมบูรณ์ได้นั้น พ่อแม่มีส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาท และกำหนดบทบาทของคนในครอบครัวให้ดำเนินชีวิตไปตามขอบเขต

แนวโน้มที่เกิดจากปัญหาครอบครัว

1. โครงสร้างของครอบครัวทั้งในเมืองและในชนบทที่เป็นครอบครัวเดี่ยวจะมีแนวโน้มที่ขนาดของ ครอบครัวเล็กลง
2. โครงสร้างของครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลสองวัย คือ ผู้สูงอายุและเด็กจะมีมากขึ้นโดยเฉพาะในชนบทเนื่องจากการที่หนุ่มสาววัยแรง งานอพยพเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่
3. ผู้สูงอายุในชนบทที่เคยมีบทบาทในการถ่ายทอดคุณธรรมและวัฒนธรรมให้แก่ ลูกหลาน และเป็นวัยที่ควรจะได้รับการดูแล
4. ครอบครัวที่สามีและภรรยาอยู่ร่วมกันโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรสมีมากขึ้น เนื่องจากค่านิยมในการรักอิสระและไม่ต้องการพึ่งพิงกัน
5. ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงลูกตามลำพังมีมากขึ้น เนื่องจากอัตราการหย่าร้างที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
6. การเลี้ยงดูเด็กของครอบครัว พ่อแม่จะมีระยะเวลาการเลี้ยงลูกและการอยู่กับลูกสั้นลง
7. เด็กกำพร้าพ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่อันเนื่องมาจากพ่อแม่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอดส์มีจำนวนมากขึ้น

การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว


ครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องให้การดูแลเอาใจใส่ เพราะทำหน้าที่ในการหล่อหลอมและขัดเกลาความเป็นมนุษย์ทั้งการอบรมเลี้ยงดู ให้ความรัก ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รวมถึงปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และถ่ายทอดวัฒนธรรมทางสังคมให้แก่สมาชิก เพื่อให้บุคคลเป็นคนดี มีคุณภาพ และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
แนวทางการสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวได้แก่
1.การส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว เพื่อสร้างความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจภายในครอบครัว
2.การปลูกฝังให้มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดี เพื่อจะได้มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีและถูกต้อง
3.การมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อไม่สร้างปัญหาให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคม และมีส่วนร่วม ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ควรจะมีการใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว เพราะการใช้เวลาร่วมกันภายในครอบครัว เป็นพื้นฐานสำคัญต่อพัฒนาการและความอยู่ดีมีสุขของลูก พ่อแม่สามารถช่วยลูกให้เรียนรู้ถึงชีวิตในสังคมเพื่อให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์การที่พ่อแม่อยู่พร้อมหน้าในครอบครัว เด็กจะเรียนรู้ความสัมพันธ์ การแบ่งปันและเรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น และหากความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับครอบครัวมีความแน่นแฟ้น ลูกจะรักพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้ลูกๆไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข
ซึ่งการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว หมายถึง การที่สมาชิกในครอบครัวมีกิจกรรม และ ใช้เวลาร่วมกันในรูปแบบดังต่อไปนี้
1. เวลาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ได้แก่ การพูดคุย ปรึกษา หารือ ปลอบโยน โอบกอด ให้กำลังใจ
2. เวลาทำกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว เช่น ทำอาหาร รับประทานอาหาร สอนการบ้าน อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ ดูโทรทัศน์ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เที่ยวต่างจังหวัดและอื่นๆ

ฉะนั้นแล้วครอบครัวจะอบอุ่นและเข้มแข็งได้สมาชิกในครอบครัวต้องมีเวลาให้แก่กันเพื่อทำกิจกรรมและเรียนรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและก่อให้เกิดความเข้มแข็งของสมาชิกในครอบครัวในการใช้ดำรงชีวิตในสังคมต่อไปการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวจึงเป็นพื้นฐานต่อพัฒนาการและความอยู่ดีมีสุขของคนในครอบครัวหากครอบครัวมีการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล และจัดการกับทุกสิ่งด้วยหลักของความเป็นจริง เหมาะสมกับการใช้ชีวิตและสถานการณ์ปัจจุบันก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขซึ่งเป็น อีกรากฐานหนึ่ง ที่ทำให้ครอบครัวนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจและ นำไปสู่ครอบครัวที่อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้ในที่สุด

กำหนดให้วันที่ 14 เมษายน ของทุกปีเป็นวันครอบครัว

ครอบครัว เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความผูกพันและใช้ชีวิตร่วมกัน

ทำหน้าที่เป็นสถาบันหลัก เป็นแกนกลางของสังคมที่เป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิต ครอบครัวมีหลากหลายรูปแบบและหลายลักษณะ นอกเหนือจากครอบครัวที่ครบถ้วนทั้งบิดา มารดาและบุตร สถานการณ์สังคมที่เปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อครอบครัวและบุคคล ครอบครัวจึงเกิดการปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้าง รูปแบบ ขนาดของครอบครัวและวิถีชีวิต รวมทั้งสภาพปัญหาที่มีผลกระทบต่อสถาบันครอบครัว โครงสร้างครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมในอดีต ซึ่งเคยเป็นครอบครัวขยาย เนื่องจากมีนโยบายด้านการวางแผนครอบครัวเพื่อมุ่งลดอัตราการเพิ่มของประชากรในครัวเรือนและนโยบายปรับปรุงคุณภาพประชากรและการพัฒนาจิตใจ เพื่อให้มีศักยภาพและมีความพร้อมต่อการพัฒนาและแข่งขัน ส่งผลต่อการพัฒนาสถาบันครอบครัวในทางอ้อม อัตราการเกิดลดลง

สถาบันแห่งแรกในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและพัฒนาผู้ร่วมครัวเรือน คือ สามี ภรรยา และบุตร การที่ทางราชการกำหนดวันครอบครัวขึ้นมานั้น เนื่องจากต้องการให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวให้มากขึ้น เพราะการที่วิถีชีวิตของคนในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ย่อมทำให้ครอบครัวมีความขัดแย้ง และห่างเหินกันมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาทีหลังได้

วันที่ 14 เมษายน ของทุกปีเป็นวันครอบครัว เพื่อมุ่งหวังจะให้มีการฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ดั้งเดิม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจบ้านเมือง และยังเป็นช่วงที่คนไทยส่วนได้เดินทางกลับบ้าน ทำให้เทศกาลสงกรานต์ จึงถือเป็นโอกาสรวมญาติ รวมครอบครัว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบุพการี รดน้ำดำหัว ขอพร ผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล และเพื่อความอบอุ่นเป็นสุขของครอบครัวตามประเพณีไทยที่เคยปฏิบัติกันมา และรัฐบาลได้กำหนดให้วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของสถาบันครอบครัว และใช้เวลาว่างในวันหยุดสุดสัปดาห์ร่วมกันอีกทั้งยังส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าและทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน

ครอบครัวไทยแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ

1) ครอบครัวเนื้อแท้ หรือครอบครัวพื้นฐาน หรือครอบครัวเบื้องต้น คือ บิดา มารดา และบุตรธิดา แต่ในทางวัฒนธรรมก็จะมีญาติอยู่ด้วย

2) ครอบครัวขยาย คือ พ่อ แม่ ลูกและปู่ย่า ตายายอยู่ในครอบครัวเดียวกัน การใช้จ่ายทรัพย์สินในลักษณะของกงสี

3) ครอบครัวผสมหรือครอบครัวซ้อน คือ ครอบครัวที่ชายหรือหญิงมีคู่ชีวิตได้มากกว่า 1 คน และนำมาอยู่อาศัยรวมกันในครอบครัวเดียวกัน

4) ครอบครัวสาระ คือ ครอบครัวที่มีเฉพาะแม่และลูกๆ พ่อต้องไปหางานทำในเมือง ซึ่งกำลังทวีจำนวนมากขึ้น

สถาบันครอบครัวเป็นแหล่งสำคัญในการให้ความรักกับคนในครอบครัว


สถาบันทางครอบครัว คือ สถาบันที่ชายหญิงอยู่กินกันเป็นครอบครัวและเป็นสถาบันที่จะยังให้สังคมดำรงอยู่ได้ตลอดไป ยอมรับกันว่า สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานของสังคม ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความสัมพันธ์ทางเพศ การมีบุตร การอบรมเลี้ยงดู ตลอดถึงการสร้างระบบเครือญาติ แต่เดิมมานั้น ครอบครัวทำหน้าที่เป็นสถาบันเบ็ดเสร็จ กล่าวคือ กิจกรรมทั้งปวงของบุคคลมีศูนย์กลางอยู่ที่ครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแพทย์ การสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนพิธีกรรมต่าง ๆ ในสมัยหลังจึงได้มีองค์การอื่น ๆ รับไปปฏิบัติแทนครอบครัว การอยู่กันเป็นครอบครัวมีระเบียบปฏิบัติซึ่งตั้งขึ้นเป็นแบบแผน เป็นมาตรฐานในเรื่องการสืบพันธุ์และการเลี้ยงดูบุตร ครอบครัวปฏิบัติหน้าที่ทั้งในด้านเฉพาะตัวและหน้าที่ของสังคมเป็นส่วนรวม และหน้าที่อันสำคัญยิ่งของครอบครัว คือ การสร้างคน การที่สังคมจะดำรงอยู่ได้ ก็ต้องมีสมาชิกมาแทนที่สมาชิกเดิมที่ล้มตายไป การสร้างคนจึงเป็นสถาบันขึ้นมา เรียกว่า สถาบันครอบครัว

สถาบันครอบครัวมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับพัฒนาการที่ดีงามของมนุษย์ เราควรช่วยกันรักษาให้คงอยู่ตลอดไป หากหน่วยอันเป็นรากฐานของสังคมนี้ มีอันต้องแตกทลายไม่มีชิ้นดีแล้วล่ะก็ อนาคตของอารยธรรมมนุษย์ก็น่าเป็นห่างมาก เชื่อว่าเราทุกคนคงยอมรับความสำคัญของสถาบัน “ครอบครัว” ซึ่งนับวันจะเล็กลงเรื่อยๆ หากเราไม่มี “ครอบครัว” ที่จะกลับไปหาหลังเลิกงานในตอนเย็น ชีวิตของคนผู้นั้นก็ดูเหมือนแห้งเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา จะเห็นได้ว่าพลังแห่งครอบครัวนั้นสามารถสร้างสรรค์ให้มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้มากมายในสังคม ทั้งในสิ่งที่เราเห็นเป็นรูปธรรมต่างๆก็ล้วนแปรรูปมาจากพลังงานแห่งครอบครัว ที่สำคัญคือสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นนั้น แม้สัมผัสไม่ได้แต่เราก็สามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกว่าพลังจากครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้

ในครอบครัวที่มีลูก ความสำเร็จของครอบครัวส่วนหนึ่งสามารถประเมินได้จากตัวลูก ซึ่งมิได้หมายความว่าครอบครัวที่มีสุขจะต้องมีลูกที่เรียนดี เรียนสูง เรียนเก่งเช่น ต้องเรียนวิศวะหรือแพทย์ตามสมัยนิยม ซึ่งโอกาสเช่นนี้เป็นไปไม่ได้กับเด็กทุกคน และไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับเด็กทุกคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสนใจและความพอใจในการเลือกเรียนของเด็ก หากประสบความสำเร็จได้ก็นับได้ว่าเป็นอภิชาตบุตรเช่นกัน เป็นเรื่องที่ควรแก่การภูมิใจ แต่หากเด็กจะเรียนด้อยหรือไม่ได้เรียนด้วยข้อจำกัดหลายประการเช่น พิการ เจ็บป่วย ก็มิใช่ความผิดของครอบครัว